โดยทั่วไปแล้ว วงการแฟชั่นจะมีการเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ประมาณ 4 ครั้ง ต่อปีโดยอ้างอิงจากฤดูกาลในแต่ละปี ซึ่งเป็นแนวทางที่ปฎิบัติกันมาหลายสิบปีแล้ว แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับวงการแฟชั่นเกินกว่าจะรอคอยการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่บนแคทวอล์ค แต่ยังมองไปถึงเบื้องหลังของธุรกิจนั้นๆ อีกด้วย โดยผู้บริโภคได้มีการเรียกร้องให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจและเพิ่มความรับผิดชอบในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับรายงานของ McKinsey/Business of Fashion กล่าวว่า 1 ใน 10 ความต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่นคือการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจแฟชั่น เป็นที่รู้กันว่าในอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้น มีการใช้พลังงานและวัสดุสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์เป็นจำนวนมากในกระบวนการผลิต ก่อให้เกิดมลพิษและของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลับมีเพียงผู้ประกอบการไม่กี่รายที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง

จากปัจจัยนี้เอง เทคโนโลยีการพิมพ์สิ่งทอแบบดิจิทัลจึงได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยครั้งแรกในปี 2533 ที่มีการนำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์สิ่งทอ ซึ่งสร้างความสะดวกสบายและยืดหยุ่นมากกว่าการผลิตหรือสกรีนลายสิ่งทอแบบดั้งเดิม เห็นได้เด่นชัดที่สุดจากต้นทุนของการผลิตลายผ้า หากต้องการพิมพ์ลายที่มีความแตกต่างกัน โดยการพิมพ์แบบดั้งเดิมนั้นจะมีขั้นตอนและกระบวนนการที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่า ตั้งแต่การเตรียมเพลท ใช้ลายฉลุเพื่อแยกสี ฯลฯ ส่งผลให้มีราคาต้นทุนที่สูงตามไปด้วยและเหมาะสำหรับการผลิตในปริมาณมาก นอกจากนี้การควบคุมสีสันยังทำได้ยาก เพราะเป็นการผสมสีจากสารละลาย ซึ่งเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แต่สำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์แบบดิจิทัลนั้น จะมีความยืดหยุ่นกว่า และไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนการพิมพ์ขั้นต่ำ ทำให้ลูกค้าสามารถผลิตลายสิ่งทอที่แตกต่างกันได้ในปริมาณตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีความแม่นยำของสีสันที่เที่ยงตรง และช่วยลดมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต เพราะไม่มีขั้นตอนการผสมสีเหมือนการย้อมสีผ้าแบบในอดีต ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในขณะที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว

ประโยชน์ที่สำคัญของการพิมพ์แบบดิจิทัลลงบนสิ่งทอโดยตรง คือช่วยให้สามารถผลิตผ้าหลากหลายสีหรือหลากหลายแบบภายในม้วนผ้าเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการผลิตที่รวดเร็วขึ้นและความสามารถในการจัดการกับการพิมพ์ซ้ำและการสั่งซ้ำอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์สิ่งทอจากเอปสันสามารถพิมพ์ลงวัสดุที่มีขนาดกว้าได้กว้างถึง 1,800 มม. ซึ่งการพิมพ์แบบดิจิทัลไปยังผ้าโดยตรงนี้เหมาะสำหรับผ้าหลายประเภท เช่น ฝ้าย วิสโคส โพลีเอสเตอร์ ไนลอน ผ้าไหม โดยใช้หมึกที่แตกต่างกันตามแต่ประเภทของเนื้อผ้า

การพิมพ์แบบดิจิทัลไปยังสิ่งโดยตรงนั้น ไม่เพียงแต่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์สิ่งทอที่มีความยาวมาก สำหรับแบรนด์แฟชั่นและนักออกแบบนั้น การพิมพ์ผ้าสิ่งทอแบบดิจิทัลช่วยให้พวกเขาสามารถ “ทดลอง” การออกแบบลายสิ่งทอตามจินตนาการได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำลายข้อจำกัดด้านสีสันและลวดลายที่เทคโนโลยีการผลิตสิ่งทอแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าชิ้นงานจริงที่จะถูกผลิตจะตรงกับความตั้งใจของผู้ออกแบบมากที่สุด โดยในปัจจุบัน การพิมพ์สิ่งทอด้วยระบบการพิมพ์แบบดิจิทัลเป็นที่นิยมมากในตลาดแบรนด์แฟชั่น เพราะไม่เพียงแต่ให้คุณภาพงานทีดี่ ความยืดหยุ่นนการทำงานและการพิมพ์ที่รวดเร็วแล้ว ยังสามารถช่วยตอบโจทย์ด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

นอกเหนือจากสิ่งทอที่เป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มแล้วนั้น ยังมีการใช้งานในกลุ่มอุตสาหกรรมป้ายโฆษณาสำหรับงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า ม่านประดับ ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ตลอดไปจนถึงวอลล์เปเปอร์และของตกแต่งบ้าน ซึ่งส่งผลให้ตลาดการพิมพ์สิ่งทอแบบดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2562 และคาดว่าจะสูงถึง 8.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 โดยเติบโตที่ CAGR 19.1% จากปี 2563 ถึง 2570

 

จินตนาการ คือ ข้อจำกัดเดียวที่มี

ในอุตสาหกรรมสิ่งทอแบบดั้งเดิม การออกแบบจะถูกจำกัดอันเนื่องมาจากกระบวนการผลิต ทำให้นักออกแบบมีข้อจำกัดอย่างมากในการใช้สีสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ ในทางกลับกันการพิมพ์สิ่งทอแบบดิจิทัลได้ทำลายข้อจำกัดเหล่านั้น ทำให้นักออกแบบมีอิสระในการสร้างสรรค์จินตนาการได้อย่างไร้ขีดจำกัด และคงจะไม่ผิดนักหากจะพูดว่า จินตนาการของผู้ออกแบบเองนั่นแหละคือข้อจำกัดเดียวที่มี สำหรับกระบวนการพิมพ์สิ่งด้วยระบบดิจิทัล

 

ขจัดอุปสรรคในการผลิต

คุณภาพงานพิมพ์สิ่งทอ คือปัจจัยสำคัญในการนำเทคโนโลยีการพิมพ์สิ่งทอดิจิทัลมาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน การพัฒนาครื่องพิมพ์ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องและมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น คือสิ่งที่เอปสันได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยในปัจจุบัน เอปสันได้มีการพัฒนาหมึกพิมพ์แบบ Genesta ที่รองรับการพิมพ์สิ่งทอได้หลากหลายประเภท เพิ่มความสะดวกและความคุ้มค่ามากขึ้นด้วยความรวดเร็วในกระบวนการผลิต เพื่อให้ลูกค้าได้รับผลงานที่ดีเยี่ยมในเวลาอันสั้น

สำหรับผู้ผลิต การพิมพ์สิ่งทอแบบดิจิทัลนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจและความคล่องตัวที่มากขึ้นในการทำให้การผลิต สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลากหลายตลาด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายแฟชั่นลักชูรี่ เครื่องแต่งกายฟาสต์แฟชั่น อุปกรณ์การตกแต่งบ้าน ตลอดไปจนถึงการแสดงตัวอย่างก่อนพิมพ์ให้กับแบรนด์ก่อนที่จะผลิตจำนวนมาก ผู้ผลิตสามารถผลิตชุดอุปกรณ์สวมใส่ในชีวิตประจำวันให้กับแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นเช่น Zara หรือ H&M ซึ่งมีช่วงเวลาในการเปลี่ยนจากคอนเซปต์ไปสู่หน้าร้านค้าภายใน 2 สัปดาห์ หรือแม้แต่ในตลาดแบรนด์เครื่องแต่งกายหรูหราระดับไฮเอนด์ ต่างแข่งขันกันเพื่อส่งมอบประสบการณ์การปรับแต่งเฉพาะบุคคล (customised) ได้อย่างรวดเร็ว ลงตัว และแน่นอน ว่าไม่เพียงแต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัสดุตกแต่งต่างๆ ที่ทำจากผ้า เช่น ผ้าม่าน ผ้าคลุม เครื่องนอน ตลอดไปจนถึงเครื่องประดับ เช่น กระเป๋าและรองเท้า

 

ตลาดใหม่สำหรับผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญ

การพิมพ์สิ่งทอแบบดิจิทัลนั้น มีข้อได้เปรียบต่างๆ ในแบบที่เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ อันเนื่องมาจากความสามารถในการผลิตขั้นต่ำ ทำให้สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ผู้ประกอบการออนไลน์ ที่นำเสนอทุกอย่างตั้งแต่หน้ากากอนามัย เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์
  • โรงเรียนสอนแฟชั่นและการออกแบบ ที่นักเรียนมักจะประสบปัญหากับวิธีการถ่ายทอดแนวคิดผ่านสิ่งทอที่มีจำหน่ายทั่วไป
  • สตาร์ทอัพรายใหม่ ที่การดำเนินการผลิตครั้งแรกแบบปริมาณจำกัด
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง เพื่อรองรับตลาดที่มีความต้องการพิเศษ เช่น การปรับแต่งเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล

เอปสันมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจการพิมพ์สิ่งทอ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ ที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ หมึกและอุปกรณ์ทั้งหมดของเอปสันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมขั้นสูงสุด ซึ่งช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์ลวดลายสิ่งทอของตนเองได้อย่างมั่นใจในแบบที่ต้องการ ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นไปจนถึงสินค้าที่ใช้ในการตกแต่งภายใน

จากมุมมองของผู้ผลิต แน่นอนว่าต้นทุนคือสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เครื่องพิมพ์สิ่งทอดิจิทัลของเอปสันนั้นมีต้นทุนในการเป็นเจ้าของ (Cost of Ownership) ที่ต่ำ แต่มาพร้อมกับการใช้งานง่ายและให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด จึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้นักออกแบบสามารถนำเสนอจินตนาการของตนเองไปสู่ความเป็นจริงในเชิงพาณิชย์ ในโลกแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างลงตัว

 

ติดตามเรา

 

Share This