ตั้งแต่การเริ่มระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2020 วิถีชีวิตของคนทั้งโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน หรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน การใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ซึ่งต้องพึ่งมาตรการล็อกดาวน์ การกักตัว การรักษาระยะห่างทางสังคม นำไปสู่รูปแบบการติดต่อสื่อสารกันแบบเวอร์ชวล ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน

การแพร่ระบาดได้ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในหลายด้าน ที่ชัดเจนที่สุดก็คือผู้คนหันกลับมาทบทวนและจัด ลำดับความสำคัญในชีวิตโดยให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่กับการมีสุขภาพและการอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดี ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความชื่นชมมากขึ้นต่อแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวมของชุมชนและตอบรับกับสินค้าที่ชูคุณค่าด้านความยั่งยืน รวมไปถึงนิยมในบริษัทที่ทุ่มความพยายามในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีวิกฤตด้านสาธาณสุขเช่น โควิด-19 นี้เกิดขึ้น การที่ตอนนี้ เอปสันได้กำหนดวิสัยทัศน์โดยมองไปสู่การเป็นผู้นำในอนาคตในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่ยาวนานสำหรับทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จึงกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างอย่างมาก ทั้งยังมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่ปรารถนาที่จะใช้เทคโนโลยีของเอปสันในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ช่วยเพิ่มประสิทธิผล และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันรู้สึกยินดีที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ สามารถตอบสนองต่อจิตสำนึกของผู้บริโภคยุคใหม่นี้ เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ กะทัดรัด และมีความแม่นยำสูงของเอปสันไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิผลและประสิทธิภาพให้กับลูกค้า แต่ยังช่วยลดการสิ้นเปลืองและมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือเทคโนโลยี Heat-Free ในพรินเตอร์เอปสันซึ่งกำจัดความร้อนจากกระบวนการพิมพ์และใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเลเซอร์พรินเตอร์”

เทคโนโลยี Heat-Free มีจุดเด่นที่เป็นระบบการพิมพ์แบบไม่ใช้ความร้อน แตกต่างจากอิงค์เจ็ทพรินเตอร์อื่นๆ ในท้องตลาด และที่ทำได้เช่นนี้ ก็เพราะเทคโนโลยีหัวพิมพ์ Micro Piezo ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเอปสัน ซึ่งเมื่อเทียบกับเลเซอร์พรินเตอร์ เทคโนโลยี Heat-Free ช่วยให้อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ใช้พลังงานน้อยลง[1] 85% โดยไม่มีฟิวเซอร์ตัวทำความร้อน และมีชิ้นส่วนอะไหล่น้อยกว่า[2] 59% ทั้งยังไม่เกิดความร้อนซึ่งจะทำลายหัวพิมพ์ ส่งผลให้ประหยัดเวลาและต้นทุนการพิมพ์ได้มากกว่า ขณะที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า

อิงค์เจ็ทพรินเตอร์เทคโนโลยี Heat-Free ของเอปสันได้พลิกโฉมการพิมพ์งานในสำนักงาน โดยเฉพาะในรุ่น WorkForce Enterprise ที่กลายเป็นโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่เพียงแต่พิมพ์งานคุณภาพสูงติดต่อกันได้โดยไม่มีสะดุด และสามารถรองรับการพิมพ์ปริมาณมากถึง 50,000 หน้า ด้วยชุดหมึกความจุสูง ยังพิมพ์งานด้วยความเร็วสูง แต่กลับไม่สร้างมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมในสำนักงาน

เอปสันจะยังคงพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ขนาดกะทัดรัด และแม่นยำ เพื่อใช้กับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น และด้วยวิสัยทัศน์สู่อนาคตที่ยั่งยืน เทคโนโลยี Heat-Free จะได้รับการพัฒนายิ่งๆ ขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของเอปสันสำหรับโลกธุรกิจปัจจุบันจะดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

[1] อ้างอิงจากผลการทดสอบภายในที่ดำเนินการโดยเอปสัน ด้วยการใช้เครื่องพิมพ์ เอปสัน L6550 เปรียบเทียบกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ในการทดสอบพลังงานที่ใช้ในการพิมพ์งานขนาด A4 โดยพิมพ์งาน 1 หน้า จำนวน 20 แผ่น ผ่านตัวอย่างงานพิมพ์มาตรฐาน ISO Office Final PDF (ISO / IEC 24734) การทดสอบทั้งทั้งหมด 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์มีความสอดคล้องกัน เครื่องพิมพ์ทั้งสองเครื่องได้รับการทดสอบภายใต้เงื่อนไขเดียวกันภายใต้การทดสอบและดูแลโดยเอปสัน

[2] อ้างอิงจากผลการทดสอบภายในที่ดำเนินการโดยเอปสัน โดเปรียบเทียบจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีขนาด A4 ที่มียอดขายสูงสุดและมีความเร็วการพิมพ์ที่ 21-30 หน้าต่อนาที จากการสำรวจตลาดของ IDC Worldwide Quarterly Hardcopy Peripherals Tracker ในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2019 (ข้อมูลผล CY2018Q4-CY2019Q3) ปริมาณวัสดุสิ้นเปลืองและชิ้นส่วนอะไหล่ที่จำเป็นในการพิมพ์งานทั้งหมด 200,000 หน้า ถูกประเมินโดยเอปสัน ในการพิจารณาจากผลผลิตที่เผยแพร่โดยผู้ผลิตสำหรับแต่ละรุ่นตามมาตรฐาน ISO / IEC24712

 

 

ติดตามเรา

 

Share This