เปิดมุมมองใหม่ด้วยเทคโนโลยีจากแว่นตาอัจฉริยะของเอปสัน

ม.ค. 15, 2020อุปกรณ์ฉายภาพ, แว่นตาอัจฉริยะ MOVERIO

ORIX บริษัทซ่อมบำรุงอาคารกำลังฝึกหัดพนักงานใหม่จากระยะไกลโดยใช้แว่นตาอัจฉริยะ Moverio จากเอปสัน 

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ IOT รวมถึงเทคโนโลยีสำหรับอุปกรณ์สวมใส่และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (AR) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวิธีการใช้ชีวิตและการทำงาน ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจของเราไล่ตามการพัฒนาทางเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ทันและก้าวล้ำนำหน้าออกไป                                                                                                                                                                                                 

สำหรับโครงการโลกเสมือนจริง (AR) ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1960 แต่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนัก จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ที่เราได้เห็นว่าเทคโนโลยี AR ได้ขยายตัวออกไปในหลายองค์กรรวมทั้งผู้บริโภคด้วยเช่นกัน มีการนำมาใช้งานอย่างหลากหลายตั้งแต่การใช้ AR ในงานค้าปลีกไปจนถึงการใช้งาน AR ในคลังสินค้าและโรงงานผลิตอีกมากมาย ตามงานวิจัยของ ARtillery Research ตลาดทั่วโลกสำหรับ AR จะมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 29.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวมากที่สุด

เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอุปกรณ์แบบสวมใส่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยได้มีการเปิดตัวอุปกรณ์ต่างๆ ออกมา เช่น สมาร์ทวอช อุปกรณ์สวมใส่ และแว่นตาอัจฉริยะ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล GlobalData ได้คาดการณ์ไว้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่มีแนวโน้มในการเติบโตสูงขึ้นโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 19% และจะทำรายได้สูงถึง 54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023

เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นคำที่ตั้งขึ้นมาโดยนักเทคโนโลยี Kevin Ashton ในปี 1990 ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราใหม่ในหลากหลายรูปแบบ ในที่ทำงาน IoT ทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ใหม่ขึ้นมาซึ่งเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างผลิตภัณฑ์และกระบวนการทางธุรกิจ การใช้อุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อ ทำให้พนักงานสามารถมองเห็นข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ได้รับข้อมูลเชิงลึกอย่างเหมาะสมระหว่างขั้นตอนการทำงานและพัฒนาการทำงานในชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

การพัฒนาเหล่านี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร จากการส่งต่อข้อมูลแบบตัวบุคคลมาเป็นรูปแบบไร้สาย จากการเข้ามาพบปะโดยตรงเป็นการทำงานร่วมกันจากระยะไกล และจากประสบการณ์ในแบบดั้งเดิมเป็นประสบการณ์ในแบบโลกเสมือนจริงและอินเตอร์แอคทีฟ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสร้างพลังให้กับธุรกิจ รวมทั้งผู้บริโภคได้เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกดดันเพิ่มมากขึ้นให้กับหลายบริษัทที่ต้องไล่ตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทัน

เพื่อก้าวนำนวัตกรรมล้ำสมัยให้ได้ ในการทำธุรกิจจึงต้องมีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม แว่นตาอัจฉริยะ Moverio ของเอปสัน คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยอุปกรณ์นี้มาพร้อมฟังก์ชั่นที่ช่วยขยายความสามารถในการใช้งานเข้าสู่หลากหลายอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

 

การให้ความช่วยเหลือจากระยะไกลโดยใช้แว่นตาอัจฉริยะ Moverio

สำหรับบริษัทที่ดำเนินการด้านการผลิต ค่าใช้จ่ายจากการที่ระบบหรือเครื่องจักรเกิดขัดข้องและหยุดทำงาน (Downtime) เป็นสิ่งที่สำคัญ Industry Week ระบุว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ผลิตหลายรายจะต้องใช้เวลาในการจัดการกับระบบหรือเครื่องจักรที่ขัดข้อง (Downtime) สูงถึง 800 ชั่วโมงต่อปี โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อชั่วโมงในการแก้ที่ระบบหรือเครื่องจักรขัดข้องประมาณ 260,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ตามข้อมูลการวิเคราะห์จาก Aberdeen Research

มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจำนวนที่สูงมาก และการที่ระบบหรือเครื่องจักรขัดข้องนั้นส่งผลกระทบที่รุนแรงให้กับธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

JMACS ใช้แว่นตาอัจฉริยะ Moverio ในการตรวจสอบหาความผิดปกติของเครื่องจักร

JMACS ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสายไฟและสายเคเบิลของญี่ปุ่นเลือกที่จะใช้ Moverio Pro BT-2000 ในการตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องจักรแบบระยะไกลตลอด 24 ชั่วโมง

ชุดแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Headset) มาพร้อมกับระบบ Binocular Vision และ AR ซึ่งผู้ควบคุมงานที่อยู่นอกไซต์งานสามารถมองเห็นมุมมองเดียวกันกับผู้สวมใส่อุปกรณ์มองอยู่ได้ และสามารถแสดงเนื้อหาคู่มือการใช้งานแบบแฮนด์ฟรีในระดับสายตามของผู้สวมใส่อุปกรณ์ได้อย่างลงตัว

ความสามารถในการติดต่อสื่อสารแบบสองทางของอุปกรณ์นี้ยังสร้างระบบรองรับระยะไกล เพื่อให้ผู้สวมใส่อุปกรณ์สามารถที่จะได้รับข้อแนะนำต่างๆ จากวิศวกรผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าที่อยู่นอกไซต์งานได้เมื่อต้องการ

ผลที่ได้คือบริษัท JMACS มีผลผลิตที่ดีขึ้นมากและยังสามารถประหยัดต้นทุนลงไปได้สูง นับตั้งแต่มีการใช้ Moverio Pro บริษัทสามารถลด Downtime ในสายการผลิตลงได้ พร้อมกับลดความสูญเสียจากผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องลงไปได้ประมาณหนึ่งส่วนสาม หรือราวๆ 30%

 

การสร้างประสบการณ์สัมผัสโลกเสมือนจริง

นอกเหนือไปจากในสถานที่ทำงานแล้ว ยังมีการนำแว่นตาอัจฉริยะไปใช้งานในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลากหลายภาคส่วน เช่น ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยแว่นอัจฉริยะนี้สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวในแบบธรรมดาทั่วไปให้ได้มาสัมผัสกับโลกเสมือนจริงและประสบการณ์สุดเร้าใจแบบอินเตอร์แอคทีฟ

ตัวอย่างเช่น การใช้ Moverio BT-350 ในการดูภาพประวัติความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้น นักท่องเที่ยวที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวจะมองเห็นภาพที่เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปได้จริงๆ ในทันทีที่สวมแว่นตาอัจฉริยะ พวกเขาสามารถมองเห็นได้ว่าสถานที่แห่งนี้ในอดีตมีสภาพแวดล้อมเป็นเช่นไรพร้อมกับที่ได้ฟังตัวละครเสมือนจริงอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนร่วมไปด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่นๆ ทั้งหมดในตลาด การเล่าเรื่องราวในอดีต (Past View) คือฟังก์ชั่นที่เติบโตไปพร้อมกับแว่นตาอัจฉริยะ Moverio เนื่องจากสามารถแสดงภาพแบบโปร่งแสงได้ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการมองดูภาพอดีต (Past View) เนื่องจากบริษัทต้องการให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสามารถที่จะสนุกไปกับประสบการณ์ในแบบเสมือนจริง หรือ AR ได้โดยที่ยังมองเห็นสภาพแวดล้อมในปัจจุบันของสถานที่ท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน

 

ให้ความช่วยเหลือในด้านการดูแลรักษาสุขภาพ (Healthcare)

มีการนำแว่นตาอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรม Healthcare ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีความบกพร่องในการมองเห็น[1].

แอปพลิเคชั่น Retiplus ที่พัฒนาโดยบริษัท PlusIndes ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการมองเห็น ถูกนำมาใช้เป็นโซลูชั่นทางเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับผู้ที่บกพร่องในการมองเห็น ภาพรวมโดยสรุปเกี่ยวกับวิธีการทำงานของเทคโนโลยีนี้คือ แอปพลิเคชั่นจะประมวลภาพที่จับภาพมาโดยกล้องของ Moverio BT-300 / BT-350 จากนั้นจะปรับภาพและส่งตรงไปยังส่วนในการมองเห็นที่ยังคงเหลืออยู่ของผู้สวมใส่อุปกรณ์ เทคโนโลยีนี้ช่วยขยายการมองเห็นของผู้สวมใส่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ซึ่งจะแตกต่างจากอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็นแบบเลือนรางตามแบบดั้งเดิม (ที่มีแนวโน้มทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่สะดวกสบายมากนัก) แว่นตาอัจฉริยะ Moverio มีน้ำหนักเบาและมีแบตเตอรี่ยาวนาน ทำให้ผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นใช้งานแล้วมีความประทับใจเป็นอย่างมาก

ตลาดของแว่นตาอัจฉริยะนี้ยังอยู่ในเส้นทางเริ่มต้นเท่านั้น และเชื่อมั่นได้ว่าต้องประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไปอย่างแน่นอน การพัฒนาคุณสมบัติของ AR อุปกรณ์แบบสวมใส่ และเทคโนโลยีในการเชื่อมต่ออย่างไม่หยุดยั้งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอุปกรณ์สำหรับทั้งตลาดองค์กรและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และรวมทั้งบริษัทต่างๆ ที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงจะได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายจากเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

 

[1] ข้อสงวนสิทธิการใช้งาน: แว่นตาอัจฉริยะ Moverio ไม่ได้รับการรับรองในการวินิจฉัยความบกพร่องทางสายตา

 

ติดตามเรา

 

Share This